วิธีการง่ายๆในการเลือกอาหารสุนัขแบบเม็ดคือการอ่านส่วนผสมหรือวัตถุดิบ โดยเฉพาะส่วนผสม 4-5 ตัวแรก เนื่องจากมีกฏหมายกำหนดให้ผู้ผลิตใส่ชื่อส่วนผสมเรียงตามลำดับจากปริมาณมาก ไปหาน้อย เราจึงดูเฉพาะ 4-5 ตัวแรกก็จะรู้ได้ว่า มีอะไรอยู่ในอาหารเม็ดเล็กๆนี้

ของดีที่ควรมีในส่วนผสมอันดับต้นๆ

  1. เนื้อสัตว์ที่ระบุชนิดของเนื้อสัตว์
    ชนิดของเนื้อสัตว์ที่ใช้เป็นส่วนผสมหลัก เช่น chicken beef lamb เป็นต้น หรือบางครั้งเราจะเห็นคำว่า chicken meal ถ้าเนื้อสัตว์ที่มีคำว่า meal ต่อท้าย คือเนื้อสัตว์ที่ผ่านการอบแห้งก่อนนำมาผลิต แปลว่าเราจะได้ปริมาณเนื้อสัตว์มากกว่า ดังนั้น อาหารสุนัขที่ส่วนผสมแรกเป็น chicken meal จะเป็นตัวเลือกที่ดีกว่า chicken อย่างเดียวซึ่งอาจมีความชื้นมากกว่า 70%

    อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมที่เป็นเนื้อสัตว์ควรจะมีมากกว่า 1 ตัว ถึงแม้ตัวแรกจะไม่ได้เป็น meal ก็ตาม เช่น lamb แล้วตามด้วย lamb meal ถือว่าใช้ได้ และ ถ้ามีส่วนผสมแรกเป็น lamb ตามด้วย rice และตามด้วย turkey/chicken/beef/fish meal ก็ถือว่าใช้ได้

  2. คาร์โบไฮเดรตชั้นดี
    เช่น rice, oatmeal, millet, amaranth, and potatoes (ไม่ใช่ potato product) or sweet potatoes.
    ซึ่งคาร์โบไฮเดรตชั้นเลวจะกล่าวถึงในตอนหลัง อย่างไรก็ตามคาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในส่วนผสมไม่ใช่อาหารหลักของสุนัข สุนัขได้รับพลังงานจากเนื้่อสัตว์และไขมัน (อย่าลืมว่า สุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ) แต่ที่ต้องมีส่วนผสมของคาร์โบไฮเดรตก็เพื่อให้อาหารจับเป็นเม็ดได้

  3. ไขมันที่ระบุชื่อชัดเจน และควรเป็นไขมันจากสัตว์มากกว่า
    เช่น chicken fat เพราะสุนัขสามารถนำไขมันสัตว์ไปใช้ได้ดีกว่าไขมันพืช แต่ sunflower oil, canola oil, and flaxseed oils (ในกรณีที่สุนัขของคุณไม่แพ้) ก็ถือว่าใช้ได้ พยายามหลีกเลี่ยงอาหารที่มีส่วนผสมของ 'beef tallow,' หรือคำกลางๆที่ไม่ระบุชนิดของแหล่งไขมันชัดเจนอย่าง 'vegetable oil,' 'poultry fat,' and 'mineral oil'

ต่อไปคือส่วนผสมที่ควรหลีกเลี่ยง

  1. ผลพลอยได้ หรือ By-products
    By-products คืออะไรก็ตามที่เหลือทิ้งหลังจากผ่านกระบวนการชำแหละแล้ว หรือของที่เหลือจากที่คนสามารถบริโภคได้ By-products สามารถเป็นอะไรก็ได้ตั้งแต่ หัวไก่ ตีนไก่ ไปจนถึง กีบวัว เขา ขน เลือด หนัง กระดูก เครื่องในบางอย่างที่คนไม่บริโภค เช่น สมอง แม้กระทั่งคราบสกปรกหรือเศษผงที่เหลืออยู่ ที่สำคัญเมื่อของเหล่านี้ถูกเลือกว่าจะนำไปทำอาหารสุนัข บางครั้งจะถูกกองทิ้งไว้ถึง 5 วันก่อนส่งไปยังโรงงานผลิตอาหารสุนัข

  2. Corn หรือข้าวโพด
    ไม่ว่าจะมาในรูปแบบใดก็ตาม เช่น "ground yellow corn," "corn meal," "corn gluten meal." ข้าวโพดมีหน้าที่หลักคือทำให้อิ่ม และให้โปรตีน ทำให้ผู้ผลิตบางยี่ห้อนำมาใช้เพื่อเพิ่ม % ของโปรตีนให้มากขึ้น อย่างไรก็ตามสุนัขไม่สามารถย่อยข้าวโพดและนำโปรตีนจากข้าวโพดไปใช้ได้ และการบริโภคข้าวโพดมากๆอาจทำให้สุนัขไฮเปอร์ได้ เพราะสุนัขไม่สามารถนำพลังงานจากคาร์โบไฮเดรตไปใช้ได้เหมือนมนุษย์ อย่าลืมว่าสุนัขเป็นสัตว์กินเนื้อ สุนัขได้พลังงานจากเนื้อสัตว์และไขมันเป็นหลัก

  3. ชื่อที่เป็นกลางๆ ไม่ระบุชัด
    เช่น "animal fat," "animal digest," and "meat meal" or "poultry meal" ซึ่งไม่สามารถรู้ได้ว่ามาจากสัตว์อะไร

  4. วัตถุกันเสียที่ทำจากสารเคมี
    เช่น "ethoxyquin," "BHA," "BHT," and "propylene glycol" (ซึ่งพบได้ใน โลชั่นทาผิว แชมพู ครีมอาบน้ำ เป็นต้น) วัตถุกันเสียที่ทำจากสารเคมีสามารถช่วยยืดอายุอาหารได้ดีกว่าวัตถุกันเสีย ที่ผลิตจากวัถุดิบธรรมชาติ หากบริโภคติดต่อกันเป็นเวลานานอาจก่อให้เกิดอันตรายต่อตับ ไต อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง ดังนั้นควรใช้วัตถุกันเสียที่ผลิตจากวัตถุดิบจากธรชาติ เช่น "Mixed tocopherols" จะดีกว่า

  5. Brewer's Rice หรือ เศษเมล็ดข้าวหักที่เกิดจากการขัดสี
    หากมีส่วนผสมของ White rice หรือ brown rice ถือว่าใช้ได้ แต่ถ้า Brewer's rice นี่ควรหลีกเลี่ยง เนื่องจาก Brewer's rice หมายถึงเศษที่เกิดจากการสีข้าว เศษเหล่านี้เล็กมาก ซึ่งทำหน้าที่ช่วยให้สุนัขอิ่มเท่านั้น มีคุณค่าทางอาหารน้อยมาก

  6. Soy หรือ ถั่วเหลือง
    ในทุกรูปแบบ ถั่วเหลืองก็เหมือนข้าวโพดที่ถูกนำมาใช้เป็นส่วนผสมเพื่อช่วยให้สุนัขอิ่ม และเป็นแหล่งโปรตีน แต่สุนัขไม่สามารถใช้โปรตีนจากพืชได้ แถมสุนัขบางตัวยังแพ้ถั่วอีกด้วย

  7. Sorghum หรือข้าวฟ่าง
    ก็เป็นส่วนผสมอีกตัวที่เพิ่มเข้ามาเพื่อให้อิ่มเนื่องจากมีใยอาหาร ข้อดีของส่วนผสมนี้คือสุนัขส่วนมากไม่แพ้ข้าวฟ่าง ไม่สร้างปัญหาทางสุขภาพในระยะยาว และเป็นแหล่งใยอาหาร

  8. Wheat หรือ ข้าวสาลี
    มีผลก็ต่อเมื่อสุนัขของคุณแพ้ข้าวสาลี แต่ข้าวสาลีก็เป็นสาเหตุให้มีการเรียกคืนอาหารสุนัข ดังนั้นควรเลี่ยงอาหารสุนัขที่มีส่วนผสมของข้าวสาลีไว้ก่อนดีกว่า บ่อยครั้งที่ผู้ผลิตใช้ข้าวสาลีในหลายรูปแบบเพื่อให้ดูมี % ของข้าวสาลีไม่เยอะ อันนี้ก็ต้องระวังด้วย

  9. Salt หรือ เกลือ
    เพราะเป็นส่วนผสมที่ไม่มีความจำเป็น ถ้าพบว่ามีการเติมเกลือลงไปก็ควรอยู่ในลำดับท้ายๆ การบริโภคเกลือมากเกินไปในสุนัขสามารถก่อให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพได้

  10. Brewer's yeast หรือ ยีสต์ที่เหลือหลังจากหมักเบียร์แล้ว
    หลังจากที่เบียร์หมักบ่มได้ที่ จะมีการกรองผ่านใยกรอง ส่วนที่ตกค้างคือยีสต์ ซึ่งยีสต์เหล่านี้จะถูกรีดเอานำ้ออก ส่วนที่เหลือนี้ล่ะคือ Brewer's yeast ซึ่งสุนัขบางตัวแพ้ยีสต์ และควรระมัดระวังเรื่องของโรคผิวหนังและการติดเชื้อในหู ถ้าอาหารสุนัขของคุณมีส่วนผสมตัวนี้อยู่

  11. Flax หรือ เมล็ดลินิน
    Flax เป็นส่วนผสมที่่ไม่เหมาะกับสุนัขบางตัวเนื่องจากทำให้อุจจาระเหลว แต่ก็ไม่ทำให้เกิดอาการแพ้รุนแรง ทางที่ดีเลี่ยงไว้ก่อนดีกว่า

  12. Mill run or grain fragments
    คือเศษที่เหลือจากการสี การกะเทาะเปลือก ซึ่งมีขนาดเล็กมากจนไม่สามารถนำไปทำอะไรได้ ผู้ผลิตเติมส่วนผสมนี้เพื่อให้อิ่มและเพิ่มกากใยอาหาร ซึ่งไม่มีคุณค่าอาหารอยู่ในนั้นเลย

  13. แต่งสีและรสเลียนแบบธรรมชาติ
    หากอาหารสุนัขมีส่วนผสมของเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพการแต่งสีแต่งรสย่อมไม่มี ความจำเป็น การเติมสีมีไว้เพื่อทำให้อาหารดูเหมือนทำมาจากเนื้อ(ใส่สีแดง) หรือทำจากผัก(ใส่สีเขียว) มากขึ้น การบริโภคส่วนผสมนี้เป็นระยะเวลานานๆย่อมส่งผลเสียต่อสุขภาพสุนัขได้

  14. Synthetic Vitamin K
    ในฉลากบนถุงอาหารการเติมวิตามิน K สังเคราะห์มักใช้ชื่อว่า "menadione sodium bisulfate," "menadione dimethylprimidinol sulfate," "menadione dimethylprimidinol sulfite" หรือ "menadione dimethylpyrimidinol bisulfite." หรืออาจเขียนสั้นๆว่า 'menadione,' แต่การเติมส่วนผสมนี้ไม่มีความจำเป็นเลยเพราะสุนัขสามารถสร้างวิตามินเคได้ เอง (เหมือนกับที่สามารถสร้างวิตามินซีได้เอง) ที่สำคัญส่วนผสมชนิดนี้เป็นพิษต่อสุนัขอีกด้วย

  15. Onion หรือหัวหอม
    ไม่ว่าจะมาในรูปแบบ onion powder หรือ whole onions ถ้าพบว่าเป็นส่วนผสมให้ถอยห่างเข้าไว้ เพราะหัวหอมเป็นอันตรายต่อสุนัขมาก สามารถทำให้สุนัขตายได้ ไม่มีเหตุผลใดที่จะใส่หัวหอมในอาหารเม็ด แต่ไม่น่าเชื่อ มีผู้ผลิตบางรายใส่ส่วนผสมนี้ลงไปด้วย
ดังนั้นก่อนจะเลือกซื้ออาหารสุนัขแบบเม็ด ถ้าซื้อตามร้านอาหารสัตว์ก็ลองพลิกถุงอ่านส่วนผสมหรือวัตถุดิบ 4-5 ตัวแรกกันสักนิด ดูเป็นแล้วจะพบว่าไม่ยากเลย
 
 
 
 
 
 
Credit: FeedMePlease   ขอบคุณสำหรับบทความดีๆนะคะ

Comment

Comment:

Tweet